ข้อควรระวังในการฟ้องคดีปกครอง
(ซึ่งอาจใช้เป็นหลักในการแก้คำฟ้องได้ด้วย)

               โดยปกติการฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองกลางจะไม่มีหลักเกณฑ์ ที่ซับซ้อนให้เป็นภาระแก่ประชาชนผู้ประสงค์จะฟ้องคดี และ
การดำเนินคดีใน ศาลปกครองกลางก็ค่อนข้างยืดหยุ่น       เพื่อให้การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน มีความถูกต้องและครบถ้วนที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมีปัญหาที่มักเกิดขึ้นและทำให้การฟ้องคดีและการดำเนินคดีในศาลปกครองล่าช้าเป็นที่เสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอยู่
หลายประการ ซึ่งผู้ฟ้องคดีควรระมัดระวัง ดังนี้
               1. ข้อควรระวังในการจัดทำคำฟ้อง   ด้วยเหตุที่การฟ้องคดีปกครอง ผู้ฟ้องคดีสามารถจัดทำคำฟ้องได้ด้วยตนเอง   โดยไม่จำเป็น
ต้องให้ทนายความ หรือผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายช่วยจัดทำคำฟ้องให้  ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ไม่ได้ศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการฟ้องคดี
ปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542       และระเบียบวิธีพิจารณาคดีปกครองที่เกี่ยวข้อง
ก็อาจจัดทำคำฟ้องได้ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด            และทำให้ศาลปกครองกลางไม่อาจรับคำฟ้องดังกล่าวไว้
พิจารณาพิพากษาได้ ซึ่งข้อบกพร่องที่พบบ่อยนั้น มีดังนี้
                  1.1 ผู้ฟ้องคดีใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ ศาลปกครองกลางตระหนักดีว่า   ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอาจมีความรู้สึก
คับข้องใจหรือโกรธเคืองหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ศาลย่อมไม่อาจรับคำฟ้องที่ไม่สุภาพไว้พิจารณาพิพากษา
ได้ดังนั้น    หากคำฟ้องใดมีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพศาลก็จะสั่งให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขคำฟ้องนั้นภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด   และหากผู้ฟ้องคดี
ไม่ยอมดำเนินการ  ศาลก็มีอำนาจสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
                  1.2 ผู้ฟ้องคดีมีคำขอไม่ชัดเจน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนอกจากจะต้องระบุรายละเอียดหรือรายการต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้
แล้ว ยังจะต้องระบุว่าผู้ฟ้องคดีประสงค์จะขอให้ศาลบังคับต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไข หรือ บรรเทา
ความเดือดร้อนหรือความเสียหายอย่างไรด้วยเช่น  ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยหรือขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งปฏิเสธการออก
โฉนดที่ดิน หรือขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร  หรือขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง  หรือขอให้
ศาลสั่งให้กระทรวงคมนาคมจ่ายเงินค่าทดแทนการเวนคืนเพิ่มเติม เป็นต้น เพราะหากผู้ฟ้องคดีมิได้มีคำขอมาด้วยหรือมีแต่ไม่ชัดเจนเพียงพอ
ที่ศาลจะเข้าใจได้ ศาลก็จะต้องมีหนังสือกลับไปสอบถามผู้ฟ้องคดีอีกครั้งหนึ่งว่า มีความประสงค์จะให้ศาลสั่งเช่นใดหากผู้ฟ้องคดีชนะคดี ซึ่ง
ย่อมทำให้เกิดขั้นตอนที่ทำให้คดีปกครองคดีนั้นล่าช้าได้
                 1.3 ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอน หรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหาย
ที่กฎหมายกำหนดเสียก่อนฟ้องคดีในการฟ้องคดีปกครองนั้น ผู้ฟ้องคดียังไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองในทันทีที่ได้รับความเดือดร้อน
หรือเสียหาย   แต่ผู้ฟ้องคดีจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่ามีกฎหมายกำหนดขั้นตอน  หรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อน  หรือเสียหายใน
เรื่องนั้นไว้แล้วหรือไม่ หากมีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการใดๆ   ไว้เป็นการเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายเฉพาะ
นั้นกำหนดไว้เสียก่อน เช่น กรณีผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจและได้รับคำสั่งลงโทษทางวินัยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดีจะต้อง
อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ ก.ตร.  ตามที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจและกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจกำหนดไว้เสียก่อน  ในทำนอง
เดียวกันหากเป็นข้าราชการครู   และได้รับคำสั่งลงโทษทางวินัยจากสำนักงานประถมศึกษาจังหวัด    ก็จะต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ อ.ก.ค.
จังหวัด   ตามที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูกำหนดไว้ เป็นต้นหรือกรณีที่เป็นเรื่องของการเวนคืนที่ดิน  หากผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนที่ดิน
เพื่อสร้างทางหลวง แต่ไม่พอใจจำนวนเงินทดแทนที่ได้รับ ผู้ฟ้องคดีก็จะต้องอุทธรณ์การกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่า
การกระทรวงคมนาคมเสียก่อน ตามที่กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดไว้  และเมื่อทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์ในชั้นที่
สุดแล้ว หากผู้ฟ้องคดียังไม่เห็นด้วย   จึงจะมีสิทธินำเรื่องดังกล่าวมาฟ้องต่อ ศาลปกครองต่อไป   นอกจากนั้นในปัจจุบันแม้จะเป็นกรณีที่มิได้มี
กฎหมายเฉพาะ    กำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้  ดังเช่นเรื่องวินัย หรือเรื่องการเวนคืน   ดังตัวอย่างที่ได้ยกมาแล้วข้างต้น
กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองซึ่งเป็นกฎหมายกลาง    ได้กำหนดบังคับไว้เป็นการทั่วไปว่า    คำสั่งทางปกครองที่ไม่มีกฎหมาย
เฉพาะ กำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ไว้ผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองที่ตนไม่พอใจ    ต่อผู้ออกคำสั่งทางปกครองนั้นเอง ภายใน
สิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองดังกล่าว   ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วหากผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายอันเกิดจาก
การออกคำสั่งทางปกครองของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ย่อมจะต้องอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นก่อนเสมอ  มิฉะนั้น จะ
ไม่มีสิทธินำเรื่องดังกล่าวมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ และหากยังจะยื่นคำฟ้องนั้นมาศาลก็จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นไว้พิจารณา และจำหน่าย
คดีนั้นออกจากสารบบความต่อไป
                  2. ข้อควรระวังเกี่ยวกับคำฟ้องที่ยื่นฟ้องทางไปรษณีย      ์ในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีเดินทางมายื่นฟ้องยังศาลปกครองกลางเจ้าหน้าที่ศาล
ปกครองฝ่ายรับฟ้องจะให้คำแนะนำแก่ผู้ฟ้องคดีอย่างใกล้ชิด จึงไม่ค่อยมีข้อบกพร่องหรือปัญหาใดๆ มากนัก แต่สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้อง
คดี โดยส่งคำฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียนนั้นผู้ฟ้องคดีมักจะเสียโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีด้วยเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้
                      2.1 ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ระบุชื่อผู้ฟ้องคดีในคำฟ้อง หรือใช้นามแฝงหรือฟ้องในนามตัวแทนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยไม่ได้ระบุชื่อตัว
ชื่อสกุลจริง คำฟ้องที่มีลักษณะเช่นนี้ย่อมมีลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ที่สำนักงานศาลปกครองไม่อาจเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาให้ได้เพราะ
ในกรณีเช่นนี้จะไม่มีตัวผู้ฟ้องคดีที่จะชี้แจงและให้ถ้อยคำแก่ศาล  ดังนั้น ศาลย่อมไม่อาจจะพิจารณาได้ว่าความเดือดร้อนหรือเสียหายที่กล่าวอ้าง
ถึงในคำฟ้องนั้นเกิดขึ้นกับผู้ใดหรือไม่และอย่างไร
                      2.2 ผู้ฟ้องคดีระบุชื่อของตนมาในคำฟ้อง แต่กลับไม่ได้ระบุที่อยู่มาด้วย แม้ว่าจะมีปัญหาในกรณีเช่นนี้   ศาลปกครองกลางก็ยังมี
ความพยายามที่จะรับคำฟ้องเหล่านี้ไว้พิจารณา       โดยให้สำนักงานศาลปกครองขอความอนุเคราะห์ไปยังสำนักงานทะเบียนราษฎร์กระทรวง
มหาดไทย เพื่อให้ช่วยตรวจสอบว่า ผู้ฟ้องคดีที่ระบุชื่อมานั้นมีตัวตนจริงหรือไม่ และมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด  และหากได้รับข้อมูลที่พอจะดำเนินการ
ต่อไปได้ ก็จะดำเนินการรับคำฟ้องนั้นไว้ในสารบบความต่อไป แต่อย่างไรก็ตามขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว  นอกจากจะทำให้คดีปกครองคดีนั้นล่า
ช้าแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิลำเนาที่สอบถามได้ก็อาจจะเป็นภูมิลำเนาเดิมซึ่งไม่อาจใช้ติดต่อกับผู้ฟ้องคดีได้
                      2.3 ผู้ฟ้องคดีจ่าหน้าซองถึงศาลปกครองได้ถูกต้อง    แต่ในคำฟ้องหรือจดหมายภายในซองกลับมีรายละเอียดอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
                             2.3.1 ระบุว่าเป็นจดหมายถึงหน่วยงานอื่น เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ
ทุจริตแห่งชาติ หรือศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
                             2.3.2 ระบุว่าเป็นจดหมายถึงหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้หลายหน่วยงาน    ซึ่งระบุรวมถึงศาลปกครองด้วย    เช่น      ระบุว่า
"เรียน ปลัดกระทรวงแรงงานฯ,ประธานศาลปกครอง,ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานฯ" เป็นต้น  ในกรณีเช่นนี้สำนักงานศาลปกครองในฐานะ
ผู้รับเรื่องไว้เบื้องต้นย่อมไม่สามารถสรุปได้เองว่า ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครอง     ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีหนังสือสอบถาม
กลับไปยังผู้ฟ้องคดีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวย่อมทำให้คดีปกครองนั้นล่าช้าได้
                      2.4 ผู้ฟ้องคดีมักจะส่งแต่เฉพาะคำฟ้องและพยานหลักฐานฉบับจริงมาเพียงชุดเดียวโดยไม่แนบสำเนาคำฟ้องและพยานหลักฐาน
มาด้วยเลย ตามระเบียบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องถ่ายสำเนาคำฟ้อง   และพยานหลักฐานตามจำนวนผู้ถูกฟ้องคดีแนบ
มาพร้อมกับคำฟ้องด้วย เช่น หากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะฟ้องคดีผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทย     ผู้ฟ้องคดีจะต้องจัดทำคำฟ้องและ
พยานหลักฐานฉบับจริง 1 ชุด  สำหรับให้ศาลใช้พิจารณา    จากนั้นจะต้องทำสำเนาคำฟ้อง และพยานหลักฐานทั้งหมดนั้นอีก 2 ชุด    เพื่อที่ศาล
ปกครองจะได้ส่งสำเนาดังกล่าวไปให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยต่อไป ซึ่งตามระเบียบแล้ว ถ้าผู้ฟ้อง
คดีไม่ได้จัดทำสำเนาดังกล่าวแนบมาด้วย    ศาลจะแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีจัดทำสำเนามาให้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด     และหากผู้ฟ้องคดีไม่ยอม
ดำเนินการ ศาลก็มี อำนาจสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีนั้นออกจากสารบบความ
                       2.5 ผู้ฟ้องคดีไม่ส่งค่าธรรมเนียมศาลมาพร้อมกับคำฟ้องหรือส่งมาแต่ไม่ครบถ้วน ในกรณีเช่นนี้ ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระ
ค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด  หากผู้ฟ้องคดีไม่ยอมดำเนินการ ศาลจะสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่าย
คดีนั้นออกจากสารบบความต่อไป
                   3. ข้อควรระวังเกี่ยวกับการติดต่อกับศาลปกครองระหว่างการดำเนินคดีปกครองในการดำเนินคดีปกครองของศาลปกครองนั้นเป็น
การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารเสียเป็นส่วนใหญ่       ดังนั้น ในระหว่างการดำเนินคดีปกครอง การติดต่อสื่อสารกันทาง
ไปรษณีย์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเท่าที่ผ่านมา สำนักงานศาลปกครองพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารระหว่างศาลกับคู่กรณีหรือบุคคลอื่นที่
เกี่ยวข้องอยู่หลายประการ ดังนี้
                         3.1 ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมีหนังสือติดต่อถึงศาลปกครอง    หรือส่งเอกสารถึงศาลปกครองโดยไม่ได้
แจ้งหมายเลขคดีมาด้วยจึงทำให้สำนักงานศาลปกครองในฐานะผู้รับเรื่องไม่ทราบว่าหนังสือหรือ เอกสารดังกล่าวนั้น เป็นส่วนหนึ่งของคดีหมาย
เลขที่เท่าใด     ซึ่งทำให้ไม่สามารถเสนอหนังสือหรือเอกสารนั้นให้แก่ตุลาการ เจ้าของสำนวนเพื่อสั่งการใดๆ    ได้ในทันที เพราะต้องใช้เวลาและ
บุคลากรในการตรวจสอบอีกมาก   ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้คดีปกครองคดีนั้นล่าช้า
                          3.2 ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมีหนังสือตอบหมายหรือคำสั่งของตุลาการเจ้าของสำนวน โดยจ่าหน้าซอง
ถึงชื่อของตุลาการเจ้าของสำนวนผู้นั้นโดยตรง   ในกรณีนี้ หากมิได้วงเล็บมุมซองมาด้วยว่าเป็นคดีปกครองหมายเลขที่เท่าใด  บางครั้งสำนักงาน
ศาลปกครองก็อาจเข้าใจผิดว่า เป็นจดหมายส่วนตัวของตุลาการผู้นั้นและนำจ่าย จดหมายให้โดยไม่ผ่านสารบบความอย่างถูกต้องซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น
กว่าหนังสือดังกล่าวจะได้เข้าสู่สารบบความอย่างถูกต้องได้  ก็จะต้องรอจนกว่าตุลาการเจ้าของสำนวนจะเปิดดูจดหมายพบว่าเป็นคดีปกครองและ
ส่งกลับมาให้ฝ่ายสารบบคดีดำเนินการ ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้คดีปกครองคดีนั้นล่าช้าขึ้นอีกมาก
                           3.3 ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง    ได้ย้ายที่อยู่หรือที่ตั้งสำนักงาน  แต่ไม่ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานศาล
ปกครองทราบ  กรณีเช่นนี้ย่อมทำให้สำนักงานศาลปกครองไม่อาจดำเนินการติดต่อส่งหมายหรือคำสั่งของศาลให้ได้     จึงอาจทำให้คดีปกครอง
คดีนั้นล่าช้าหรือเสียหายได้จากปัญหาที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น    จะเห็นได้ว่าหากผู้ฟ้องคดีผู้ถูกฟ้องคดีหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและ
ระมัดระวังในเรื่องต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วศาลปกครองกลางก็จะสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้ฟ้องคดีและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วและมี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -